สารบัญ
  • ราคาทอง
  • ข่าวทอง สำคัญ!

    ข่าวกล่องแดงที่มีผลต่อทองคำ

    ข่าวกล่องแดงที่มีผลต่อทองคำ Forex Factory

    1. การประกาศอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Decisions)
    2. รายงานการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-Farm Payrolls – NFP)
    3. ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index – CPI)
    4. ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product – GDP)
    5. ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index – PPI)
    6. ยอดค้าปลีก (Retail Sales)
    7. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index)
    8. รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC Meeting Minutes)
    9. การจ้างงานภาคเอกชน ADP (ADP Non-Farm Employment Change)
    10. ดุลการค้า (Trade Balance)
    11. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (ISM Manufacturing PMI)
    12. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (ISM Non-Manufacturing PMI)
    13. การขอรับสวัสดิการว่างงาน (Unemployment Claims)
    1. การประกาศอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Decisions)

    การประกาศอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Decisions)

    การประกาศอัตราดอกเบี้ยถือเป็นข่าวสำคัญที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลกอย่างมาก โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) จะทำการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามสภาพเศรษฐกิจเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยมักใช้เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ในขณะที่การลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเพิ่มการใช้จ่ายและการลงทุน

     

     

    อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การใช้จ่ายและการลงทุนลดลง ในขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์มักจะแข็งค่าขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนจากสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น ตรงกันข้าม หากอัตราดอกเบี้ยถูกปรับลด ค่าเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง

     

     

    การประกาศนี้ยังส่งผลต่อราคาหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ นักลงทุนจึงต้องจับตามองเพื่อประเมินแนวโน้มของตลาดในอนาคต

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    จัดขึ้นประมาณ 8 ครั้งต่อปี ตามกำหนดการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee – FOMC)

     

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 02:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 01:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    การติดตามข่าวการประกาศอัตราดอกเบี้ยจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเคลื่อนไหวของตลาดการเงิน.

    2. การจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-Farm Payrolls - NFP)

    รายงานการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-Farm Payrolls – NFP)

    รายงาน Non-Farm Payrolls (NFP) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ โดยวัดจำนวนการจ้างงานในอุตสาหกรรมทั้งหมด ยกเว้นภาคการเกษตร รัฐบาล และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร รายงานนี้จัดทำโดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ และเผยแพร่ในวันศุกร์แรกของทุกเดือน

     

    NFP เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์เข้าใจถึงสุขภาพตลาดแรงงานและเศรษฐกิจโดยรวม หากตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้น แสดงถึงเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลบวกต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกัน หากตัวเลขลดลงหรือต่ำกว่าคาดการณ์ อาจสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีผลกดดันต่อค่าเงิน

     

    นอกจากนี้ รายงาน NFP ยังรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และการเปลี่ยนแปลงค่าเฉลี่ยรายได้ต่อชั่วโมง (Average Hourly Earnings) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ช่วยประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและนโยบายการเงินของธนาคารกลาง

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    วันศุกร์แรกของทุกเดือน

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 20:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 19:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    รายงาน NFP เป็นข่าวสำคัญที่นักลงทุนจับตามอง เนื่องจากมีผลกระทบอย่างมากต่อความผันผวนของตลาดการเงิน และมักถูกใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์นโยบายการเงินของ Federal Reserve (ธนาคารกลางสหรัฐฯ).

    3. ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index - CPI)

    ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index – CPI)

    ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ประเมินอัตราเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ โดยวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น อาหาร พลังงาน เสื้อผ้า และค่าเช่าที่อยู่อาศัย CPI ช่วยให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) เข้าใจถึงแนวโน้มเงินเฟ้อและสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินได้อย่างเหมาะสม

     

    ตัวเลข CPI ที่สูงขึ้นแสดงถึงแรงกดดันเงินเฟ้อในเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ในทางกลับกัน หาก CPI ต่ำกว่าที่คาดการณ์ แสดงว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัวหรือมีภาวะเงินฝืด ทำให้ Fed อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย

     

    ตัวเลข CPI มีผลกระทบอย่างมากต่อตลาดการเงิน ค่าเงินดอลลาร์มักจะแข็งค่าขึ้นหากตัวเลข CPI สูงกว่าคาดการณ์ เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะมีท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้น

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    ประมาณวันที่ 10-15 ของทุกเดือน

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 20:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 19:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    ดัชนี CPI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ต้องติดตาม เนื่องจากสะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจและมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของนโยบายการเงิน.

    4. ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product - GDP)

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product – GDP)

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดในการประเมินขนาดและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ GDP คำนวณจากมูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง โดยรวมถึงการบริโภคของภาคครัวเรือน การลงทุนของธุรกิจ การใช้จ่ายของรัฐบาล และมูลค่าการส่งออกสุทธิ (ส่งออกลบการนำเข้า)

     

    ตัวเลข GDP ที่สูงขึ้นบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง ในขณะที่ตัวเลขที่ลดลงหรือหดตัวแสดงถึงเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ตัวเลขนี้มีผลโดยตรงต่อการวางนโยบายของธนาคารกลาง หาก GDP เติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ ธนาคารกลางอาจเลือกใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

     

    GDP ยังส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐโดยตรง โดยตัวเลข GDP ที่แข็งแกร่งมักทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เนื่องจากสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและดึงดูดนักลงทุน

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    GDP จะมีการประกาศรายไตรมาส โดยมีการประกาศตัวเลขล่วงหน้า (Advance GDP) และตัวเลขปรับปรุง (Revised GDP)

    • ตัวเลข Advance GDP มักจะมีผลกระทบมากที่สุด

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 20:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 19:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    GDP ถือเป็นตัวชี้วัดหลักที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม.

    5. ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index - PPI)

    ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index – PPI)

    ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ประเมินอัตราเงินเฟ้อในระดับผู้ผลิต โดยวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ผู้ผลิตขายในตลาดก่อนถึงมือผู้บริโภค ตัวเลขนี้สะท้อนต้นทุนของผู้ผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งมีผลต่อราคาขายสินค้าปลีกในอนาคต

     

    PPI แบ่งออกเป็นสามประเภทหลัก ได้แก่

    1. สินค้าโภคภัณฑ์: ราคาสินค้าหลักที่ใช้ในอุตสาหกรรม
    2. การแปรรูปสินค้า: ราคาสินค้าที่ผ่านกระบวนการแปรรูป
    3. บริการ: ราคาบริการในภาคต่าง ๆ

     

    ตัวเลข PPI ที่สูงขึ้นบ่งชี้ถึงแรงกดดันเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในทางตรงกันข้าม หาก PPI ต่ำกว่าที่คาดการณ์ แสดงถึงภาวะเงินฝืดหรือต้นทุนที่ลดลง ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางผ่อนคลายนโยบายการเงิน

     

    PPI มีผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หากตัวเลขสูงกว่าคาดการณ์ ค่าเงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่า Federal Reserve จะมีท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้น

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    ประมาณวันที่ 11-15 ของทุกเดือน

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 20:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 19:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    ดัชนี PPI เป็นตัวชี้วัดล่วงหน้าที่ช่วยให้นักลงทุนประเมินแนวโน้มของราคาผู้บริโภคในอนาคต และใช้วางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

    6. ยอดค้าปลีก (Retail Sales)

    ยอดค้าปลีก (Retail Sales)

    ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินการบริโภคของผู้บริโภคในเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรายงานนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในมูลค่าการขายสินค้าปลีกของร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุมทุกภาคส่วน เช่น อาหาร เครื่องแต่งกาย รถยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค

     

    การบริโภคของผู้บริโภคคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ (ประมาณ 70%) ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังนั้น ยอดค้าปลีกจึงเป็นตัวชี้วัดที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตัวเลขยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของการใช้จ่ายในภาคครัวเรือน และแสดงถึงเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัว ในทางกลับกัน หากตัวเลขลดลงหรืออยู่ในระดับต่ำ อาจสะท้อนถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงหรือเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

     

    ตัวเลขยอดค้าปลีกมีผลกระทบอย่างมากต่อค่าเงินดอลลาร์ หากตัวเลขดีกว่าคาดการณ์ ค่าเงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้น เนื่องจากแสดงถึงเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและอาจส่งผลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    ประมาณวันที่ 13-15 ของทุกเดือน

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 20:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 19:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    ยอดค้าปลีกเป็นข่าวที่นักลงทุนจับตามอง เนื่องจากสามารถสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มเศรษฐกิจและการบริโภคของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว.

    7. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index)

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index)

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index – CCI) เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับการประเมินความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต โดยดัชนีนี้จัดทำขึ้นจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคเกี่ยวกับรายได้ส่วนตัว สถานะการจ้างงาน และสภาพเศรษฐกิจโดยรวม

     

    ดัชนีความเชื่อมั่นที่สูงขึ้นแสดงถึงความมั่นใจของผู้บริโภคในอนาคต ซึ่งส่งผลให้มีการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ดัชนีที่ลดลงบ่งชี้ถึงความกังวลของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจและอาจนำไปสู่การลดการใช้จ่าย

     

    ตัวเลขดัชนีนี้มีผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หากดัชนีสูงกว่าคาดการณ์ ค่าเงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้น เนื่องจากแสดงถึงเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น ในทางกลับกัน ตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดการณ์อาจส่งผลลบต่อค่าเงินดอลลาร์

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    ปลายเดือน (มักประกาศประมาณวันที่ 25-30)

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 21:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นตัวชี้วัดล่วงหน้าที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคในอนาคต ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดการเงิน.

    8. การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC Meeting Minutes)

    รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC Meeting Minutes)

    รายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee – FOMC Meeting Minutes) เป็นบันทึกการประชุมที่จัดขึ้นทุก 6 สัปดาห์ เพื่อหารือเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รายงานนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับมุมมองและท่าทีของสมาชิก FOMC เกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มในอนาคต

     

    รายงาน FOMC Minutes มักได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากเปิดเผยถึงความคิดเห็นที่สำคัญของสมาชิกคณะกรรมการ เช่น ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงาน รายงานนี้ยังให้สัญญาณเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของนโยบายการเงิน เช่น การปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย

     

    ตัวเลขและเนื้อหาในรายงานอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและตลาดการเงิน โดยเฉพาะหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ไม่คาดคิด

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    รายงานจะเผยแพร่ 3 สัปดาห์หลังจากการประชุม FOMC

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 02:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 01:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    รายงาน FOMC Meeting Minutes ถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจและการตัดสินใจของธนาคารกลางในอนาคต เนื่องจากสะท้อนถึงท่าทีที่แท้จริงของผู้กำหนดนโยบายการเงิน.

    9. การจ้างงานภาคเอกชน ADP (ADP Non-Farm Employment Change)

    การจ้างงานภาคเอกชน ADP (ADP Non-Farm Employment Change)

    ADP Non-Farm Employment Change เป็นรายงานการจ้างงานภาคเอกชนที่เผยแพร่โดย ADP Research Institute ซึ่งวัดจำนวนการจ้างงานในภาคเอกชนของสหรัฐฯ โดยไม่รวมภาคการเกษตร รายงานนี้เป็นตัวชี้วัดล่วงหน้าสำหรับรายงานการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-Farm Payrolls – NFP) ที่จะประกาศในวันศุกร์แรกของทุกเดือน

     

    รายงาน ADP มีบทบาทสำคัญในการประเมินสุขภาพตลาดแรงงานของสหรัฐฯ หากตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้น แสดงถึงเศรษฐกิจที่เติบโตและความต้องการแรงงานที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อค่าเงินดอลลาร์ ในทางตรงกันข้าม หากตัวเลขต่ำกว่าคาดการณ์ อาจสะท้อนถึงความอ่อนแอในตลาดแรงงานและกดดันค่าเงินดอลลาร์

     

    นักลงทุนมักใช้ตัวเลข ADP เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการคาดการณ์ตัวเลข NFP และเพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    วันพุธแรกของทุกเดือน

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 20:15 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 19:15 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    รายงาน ADP Non-Farm Employment Change เป็นตัวชี้วัดที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จับตามอง เนื่องจากช่วยให้เข้าใจแนวโน้มในตลาดแรงงานและส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงิน.

     

    10. ดุลการค้า (Trade Balance)

    ดุลการค้า (Trade Balance)

    ดุลการค้า (Trade Balance) เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ โดยวัดความแตกต่างระหว่างมูลค่าการส่งออก (Exports) และการนำเข้า (Imports) ของประเทศในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หากดุลการค้าเป็นบวก (Trade Surplus) หมายถึงมูลค่าการส่งออกสูงกว่าการนำเข้า ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศ ในทางกลับกัน หากดุลการค้าเป็นลบ (Trade Deficit) หมายถึงมูลค่าการนำเข้าสูงกว่าการส่งออก

     

    ในกรณีของสหรัฐฯ ตัวเลขดุลการค้ามักเป็นลบ เนื่องจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้ามากกว่าการส่งออก อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขขาดดุลลดลง อาจเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและค่าเงินดอลลาร์ เพราะแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของการส่งออก หรือการลดลงของการนำเข้า

     

    ตัวเลขดุลการค้ามีผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ เนื่องจากสะท้อนถึงกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ หากดุลการค้ามีแนวโน้มดีขึ้น ค่าเงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้น เนื่องจากแสดงถึงความต้องการสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    ประมาณวันที่ 5-10 ของทุกเดือน

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 20:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 19:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    ตัวเลขดุลการค้าเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวม และช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดการเงิน.

     

    11. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (ISM Manufacturing PMI)

    ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (ISM Manufacturing PMI)

    ดัชนี ISM Manufacturing PMI เป็นตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตของสหรัฐฯ ซึ่งจัดทำโดย Institute for Supply Management (ISM) ตัวชี้วัดนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในภาคการผลิต โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น คำสั่งซื้อใหม่ การผลิต การจ้างงาน การจัดส่ง และสินค้าคงคลัง

     

    ค่าดัชนีที่สูงกว่า 50 บ่งชี้ว่าภาคการผลิตกำลังขยายตัว ในขณะที่ค่าที่ต่ำกว่า 50 หมายถึงการหดตัว ตัวเลขนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับสุขภาพของภาคการผลิตและแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากภาคการผลิตมีส่วนสำคัญในเศรษฐกิจสหรัฐฯ

     

    ดัชนี ISM Manufacturing PMI มีผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หากตัวเลขออกมาดีกว่าคาดการณ์ ค่าเงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้น เนื่องจากสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นในภาคอุตสาหกรรม

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    วันทำการแรกของทุกเดือน

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 21:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    ดัชนี ISM Manufacturing PMI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดล่วงหน้าที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ใช้ในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้น และส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดการเงิน.

     

    12. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (ISM Non-Manufacturing PMI)

    ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (ISM Non-Manufacturing PMI)

    ดัชนี ISM Non-Manufacturing PMI เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคบริการของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็นประมาณ 70% ของ GDP ตัวชี้วัดนี้จัดทำโดย Institute for Supply Management (ISM) โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในภาคบริการ เช่น การเงิน การค้าปลีก การศึกษา และการดูแลสุขภาพ

     

    ค่าดัชนีที่สูงกว่า 50 บ่งชี้ว่าภาคบริการกำลังขยายตัว ในขณะที่ค่าต่ำกว่า 50 แสดงถึงการหดตัว ดัชนีนี้ช่วยให้นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายเข้าใจถึงความเชื่อมั่นและแนวโน้มของภาคบริการ

     

    ดัชนี ISM Non-Manufacturing PMI มีผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หากตัวเลขออกมาดีกว่าคาดการณ์ ค่าเงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้น เพราะสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ในทางกลับกัน ตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดการณ์อาจกดดันค่าเงินดอลลาร์

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    ประมาณวันที่ 3-5 ของทุกเดือน

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 21:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    ดัชนี ISM Non-Manufacturing PMI ถือเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับการประเมินเศรษฐกิจในระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงในภาคบริการ ซึ่งมีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดการเงิน.

    13. การขอรับสวัสดิการว่างงาน (Unemployment Claims)

    การขอรับสวัสดิการว่างงาน (Unemployment Claims)

    รายงาน Unemployment Claims เป็นข้อมูลรายสัปดาห์ที่แสดงจำนวนผู้ที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ตัวเลขนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการประเมินสุขภาพของตลาดแรงงานในระยะสั้น โดยสะท้อนถึงอัตราการว่างงานในเศรษฐกิจ ตัวเลขที่สูงขึ้นบ่งชี้ถึงความอ่อนแอในตลาดแรงงาน ในขณะที่ตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดการณ์แสดงถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและการจ้างงาน

     

    นักลงทุนใช้ข้อมูลนี้ในการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจและพฤติกรรมของตลาด หากตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานลดลง ค่าเงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้น เนื่องจากแสดงถึงการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน ในทางตรงกันข้าม หากตัวเลขสูงกว่าคาดการณ์ อาจสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงและส่งผลกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์

     

    ช่วงเวลาประกาศ:
    รายงานนี้เผยแพร่ทุกวันพฤหัสบดีของสัปดาห์

     

    เวลา:

    • ฤดูหนาว: 20:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)
    • ฤดูร้อน: 19:30 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7)

    แม้ว่าข้อมูล Unemployment Claims จะเป็นรายสัปดาห์และมีความผันผวน แต่ก็เป็นตัวชี้วัดที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ใช้ในการประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานในระยะสั้น รวมถึงเป็นข้อมูลประกอบสำหรับคาดการณ์รายงานสำคัญอื่น ๆ เช่น Non-Farm Payrolls (NFP) และอัตราการว่างงานในภาพรวม.